๑.ก่อนพูดควรคิดก่อนเสมอ ระมัดระวังคำพูดที่จะทำให้คนอื่นไม่พอใจ อย่าพูดพล่อยๆ โดยไม่มีหลักฐาน
๒.ควรใช้คำพูดที่สุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
๓.ออกเสียงสระ พยัญชนะ และตัวควบกล้ำให้ชัดเจน
๔.ควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยาของการพูด เช่น
(๔.๑) มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในการพูด images.jpg
(๔.๒) มีคำยกย่องชมเชยคนฟังตามสมควร
(๔.๓) ไม่พูดตำหนิ นินทาผู้อื่นต่อหน้าคนฟังมากๆ
(๔.๔) ไม่พูดขัดคอคนอื่นในทำนองทะลุกลางปล้อง
(๔.๕) ไม่พูดถึงจุดอ่อนของคนฟังบ่อยๆ

(๔.๖) ไม่ควรแสดงอารมณ์รุนแรง
๕.ไม่ควรใช้ภาษาที่ผิดแบบแผนหรือภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม

การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

๑. ศาสตร์ในการพูด ก็คือ การเรียนรู้หลักการพูด ซึ่งหลักการพูดนั้นมีวิชาการมากมายที่ต้องเรียนรู้ เช่น การใช้ภาษ การออกเสียง การใช้โทนเสียง การปรับเสียงตามความหนักเบาขอบงการเน้น การวิเคราะห์ผู้ฟัง การตอบและการโต้ตอบ การใช้สายตา การประสานตา การกวาดสายตา การเคลื่อนไหว ฯลฯ เป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้กันค่อนข้างนานและละเอียดละอออย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี ต่าง ๆ การวางแผนต่าง ๆ ความรู้และวิทยาการหลายรูปแบบ ซึ่งมาใช้ประกอบเป็นศาสตร์การพูด
๒. ศิลป์การพูด
ศิลปการพูด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนภายใต้ศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว บางครั้งก็เรียนศาสตร์อย่างกระจ่างแจ้ง แต่ก็ไม่มีศิลปก็ไปไม่รอดเช่นกัน ศิลปะเป็นความสามารถส่วนบุคคล ความมีไหวพริบ ปฏิภาณ ความถนัด ตลอดจนศักยภาพของแต่ละคนที่จะมีการต่อการพูดของเขาเอง ก็เช่นเดียวกัน มีศิลปการพูดช่ำชอง แต่ถ้าไม่มีศาสตร์ก็ไปไม่รอดเช่นกัน ดังนั้น นักพูดต้องเรียนรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ไปพร้อม ๆ กัน

วิธีการพูด



การพูดแต่ละเรื่องแต่ละเนื้อหาจะใช้วิธีการพูดที่แตกต่างกัน แต่โปรดระลึกเสมอว่าอย่าเลือกวิธีพูดตามความถนัดของผู้พูด ควรนำลักษณะของเนื้อหาและสถานการณ์มาเป็นเเครื่องตัดสินเลือกวิธีพูดจะดีกว่า วิธีพูดทั้งหมดมี ๔ วิธีคือ
๑. การพูดโดยการอ่านจากข้อความที่เตรียมไว้ การเลือกวิธีนี้พูดต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ผิดไม่ได้เลย เช่น การพูดต่อหน้าสื่อมวลชน ต่อสิ่งบันทึกภาพ การพูดเพื่อเปิดพิธี – ปิดพิธีที่เป็นมงคลต่าง ๆ ควรเขียนข้อความให้กระทัดรัด ชัดเจน ตัวโต เว้นวรรคตอน อ่านง่าย ควรเขียนด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นเขียนให้ผู้พูดต้องตรวจทานแก้ไขจนพอใจก่อน หากเป็นพีที่สำคัญ ๆ ควรฝึกพูด (dry run) จนเกิดความคล่องแคล่ว มั่นใจก่อนทุกครั้ง
๒. การพูดจากความจำ ลักษณะนี้ต้องเป็นเรื่องที่ผู้พูดมีความชำนาญ มีประสบการณ์ด้วยตนเอง โดยเฉพาะว่าสาระสำคัญทั้งใหญ่และย่อยได้เป็นอย่างดี ไม่ควรใช้วิธีนี้จากการอ่านหรือท่องจากตำรามาพูด เพราะมีโอกาสที่จะหลุดประเด็นและควบคุมเวลาการพูดไม่ได้ ในที่สุดจะเป็นการขึ้นเร็วลงเร็วหรือจบโดยกระทันหันได้
๓. การพูดโดยการเตรียมการก่อน วิธีนี้นิยมกัน ใช้กันมากในการพูดทุกรูปแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบบรรยายสรุป การพูดเพื่อสอน การพูดต่อหน้าชุมชน จะนิยมเตรียมการก่อนเพื่อลดการผิดพลาดให้น้อยลงหรือไม่ผิดพลาดเลย การพูดวิธีนี้จะเป็นการพูดเวลานาน ๆ เชิงวิชาการ ยังประโยชน์ให้ผู้ฟังได้รับความรู้เพื่อนำไปใช้ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการทำแผนการพูดก่อนอย่างชัดเจน